คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวสะท้อนสังคม

ด่าพนักงานส่งอาหารพูดจาหยาบคาย

ลูกค้าผู้หญิงชี้หน้าด่าพนักงานส่งอาหารพูดจาหยาบคายเพียงเพราะพนักงานไม่ยอมไปส่งอาหารถึงหน้าห้อง

            กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เป็นอย่างมากเกี่ยวกับที่มีคลิปวีดีโอของหญิงสาวคนหนึ่งใส่เสื้อผ้าลายดอกออกมายืนชี้หน้าด่าพนักงานส่งอาหารของบริษัทขนส่งอาหารแห่งหนึ่งถึงสาเหตุที่พนักงานไม่ยอมขึ้นไปส่งอาหารให้ถึงบนห้องของคอนโดโดยในคลิปวีดีโอจะเห็นว่าหญิงสาวคนดังกล่าวใช้คำพูดที่หยาบคาย

และแสดงกิริยาท่าทางที่ไม่สุภาพใส่พนักงานส่งอาหารโดยถึงแม้พนักงานจะมีการอธิบายถึงกฎข้อบังคับของทางบริษัทที่พนักงานทำงานอยู่ว่ามีการสั่งห้ามไม่ให้พนักงานขึ้นไปส่งอาหารถึงห้องของลูกค้าแต่เธอก็ไม่ฟังยังคงโวยวายและชี้หน้าด่าพร้อมทั้งยังไล่ให้พนักงานไปไกลๆ

ซึ่งเธอใช้คำพูดที่ไม่สุภาพเป็นอย่างมากเมื่อคนในโลกออนไลน์ได้ยินคลิปวีดีโอดังกล่าวต่างก็มีการกล่าวถึงหญิงสาวคนดังกล่าวถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและพากันด่าทอเธอจนในที่สุดเธอทนกระแสต่อต้านไม่ไหวจึงได้ออกมาชี้แจงผ่านทางสำนักข่าวแห่งหนึ่งโดยมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์

ดังกล่าวว่าในคลิปนั้นที่เธอต้องการให้พนักงานขึ้นไปส่งอาหารบนถึงห้องนั้นเพราะว่าตัวเธอนั้นมีไข้ขึ้นสูงมา 3 วันแล้วซึ่งเธออยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะมีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเธอจึงไม่อยากที่จะลงมาด้านล่างเพราะจะเป็นการเสี่ยงแพร่เชื้อโรคให้กับบุคคลอื่นโดยหากเธอลงมาข้างล่างเธอก็จะต้องใช้ลิฟท์ของทางคอนโด

ซึ่งคนอื่นที่ใช้ลิฟท์คอนโดร่วมกับเธอก็อาจจะเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสจากเธอก็ได้ซึ่งในขณะนี้ตัวเองนั้นเดินทางมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วโดยเธอบอกว่าอยากให้คนในโลกออนไลน์ได้มองสองมุมว่าด้วยความที่เธอไม่สบายและกลัวคนอื่นจะมาลำบากในการติดเชื้อร่วมกับเธอเธอ

จึงจำเป็นต้องให้พนักงานส่งอาหารขึ้นไปส่งอาหารให้แต่เมื่อพนักงานไม่ยอมช่วยเหลือทําให้เธอโมโหจึงได้มีการพูดจาหยาบคายออกไป   ซึ่งหลังจากที่เธอได้ออกมาชี้แจงเหตุผลที่เธอต้องชี้หน้าด่าพนักงานรวมถึงใช้คำพูดหยาบคายกับพนักงานนั้น

ก็ยังทำให้กระแสที่มีการต่อต้านเธอยังไม่ลดลงเพราะหลายคนมองว่าถึงแม้เธอจะมีความเสี่ยงมากที่จะเป็นพาหนะในการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าก็จริงแต่เธอก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมการใส่พนักงานแบบนั้นซึ่งการกระทำของเธอเช่นนั้นเป็นการดูถูกและกดขี่พนักงานเหมือนพนักงานไม่ใช่คน

เพราะเธอสามารถที่จะพูดจากับพนักงานดีๆก็ได้และที่สำคัญในขณะที่ตัวเองบอกว่าเธอไม่ต้องการให้คนอื่นมาเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสจากเธอนั้นในคลิปวีดีโอดังกล่าวจะเห็นได้ว่าตัวเธอนั้นไม่ได้สวมใส่หน้ากากอนามัยซึ่งเป็นการไม่ดูแลตัวเองและยังเป็นการเสี่ยงอย่างมากที่คนอื่นจะติดเชื้อจากเธอในช่วงที่เธอออกมาโวยวายดังกล่าว

 

สนับสนุนโดย  เวปยูฟ่าเบท

พี่ชายวินงง คนรุมด่าวินทั้งที่แกร็บแย่งที่ทำกิน

   จากกรณีที่ก่อนหน้านี้มีข่าวที่มีวินมอเตอร์ไซค์วินหนึ่งมีการขับรถมาปาดหน้าคนขับรถแกร็บที่มารับผู้โดยสารที่คอนโดที่ตัวเองเป็นวินคอยดูแลอยู่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันและทางวิ่งเองได้นำพวกมารุมกระทืบคนขับรถแกร็บนั้นซึ่งจากการสัมภาษณ์ผู้โดยสารที่อยู่ในเหตุการณ์และเป็นคนถ่ายคลิปวิดีโอก็ได้

ความว่าตัวเธอเองเป็นคนที่โทรไปเรียกคนขับรถแกร็บให้มารับเองเนื่องจากว่าเธอต้องนั่งรถไปทำธุระไกลซึ่งการนั่งรถแกร็บไปจะถูกกว่าการนั่งวินมอเตอร์ไซด์แต่โดยปกติแล้วเธอจะเลือกใช้บริการทั้งสองอย่างหากไปไหนไกลๆเธอจะเรียกวินมอเตอร์ไซค์แต่ถ้าต้องไปไหนไกลๆเธอจะเลือกบริการของแกร็บเพราะถูกกว่าและเธอก็มั่นใจว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าเธอจะไปรถของใคร

เพราะเธอเป็นคนจ่ายเงินเองซึ่งในวันเกิดเหตุเธอยืนยันได้ว่าคนขับรถวินมอเตอร์ไซค์เป็นคนมาหาเรื่องคนขับรถแกร็บก่อนซึ่งคนขับรถแกร็บไม่ได้ทำอะไรเลยพวกวินมอเตอร์ไซค์มาถึงก็รุมกระทืบอย่างเดียวและเมื่อเธอเข้าไปห้ามเธอก็โดนลูกหลงด้วยจึงทำให้เธอต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพราะกลัวอันตรายที่เกิดขึ้นซึ่งเธอยืนยันได้ว่าคนขับแกร็บพูดสุภาพมาก ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายต่างก็เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเด็ดขาดเพราะเรามักจะพบเห็นว่าระหว่างวินกับแก๊ปมักจะเกิดคอดทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอซึ่งใน

วันนี้ตัวแทนของแก๊ปก็ได้ออกมาบอกว่ายังยืนยันจะมีให้คนขับรถแก๊ซเข้ามาในพื้นที่เด็ดขาดเพราะทางแก๊ปเองเข้ามาแย่งที่ทำมาหากินและเป็นการเข้ามาแบบผิดกฎหมาย ซึ่งพวกตนในฐานะวินต่างก็ต้องเสียค่าเสื้อวินในราคาเป็น 10,000 เป็น 100,000 บาทจึงไม่สามารถให้คนเหล่านั้นเข้ามาแย่งที่ทำกินได้โดยวินมอเตอร์ไซค์ให้เหตุผลว่าเค้าต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลแล้วการที่เขาได้มาดูแลวินตรงนี้เค้าก็ต้องคอยนั่งรอลูกค้า

แต่ในขณะที่บีไม่ต้องมานั่งรอลูกค้าเหมือนเขาแต่กลับได้ลูกค้าของเค้าไปทำให้เขารู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมเพราะเขารู้สึกว่าเค้าต้องเสียงเงินเยอะแต่เขากลับไม่ได้รับลูกค้าเลยดังนั้นวินมอเตอร์ไซค์จะไม่ยอมให้แก๊ปมารับลูกค้าแถวนี้เป็นอันขาดซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรกแต่มีปัญหากันมานานแล้วและเป็นปัญหาทุกพื้นที่ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่ขนส่งจึงควรเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารต้องเกิดอันตรายจากการทะเลาะกันของวินทั้งสอง       

 

สนับสนุนโดย  ดู E-SPORT

ทำพิธีฝังศพ ชายวัย 50 ปีที่ป่วยโควิดแล้ว ลูก 9 คนกำพร้าพ่อ

     เป็นเหยื่อรายที่ 5 แล้วที่ต้องสูญเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งที่ 5 นี้เป็นชายอายุประมาณ 50 ปีอยู่ที่จังหวัดนราธิวาสโดยสาเหตุของการติดเชื้อนั้นจากการตรวจสอบไทม์ไลน์ของการเดินทางไปไหนมาไหนของไทยคนดังกล่าวพบว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่บรรยายธรรมซึ่งเขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากการบรรยายเกี่ยวกับศาสนาที่ประเทศมาเลเซียดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่าชายคนดังกล่าวติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามาจากประเทศมาเลเซียซึ่งเขามีอาการป่วยแค่เพียง 7 วันเท่านั้น

หลังจากนั้นก็เสียชีวิตในเวลาต่อมาโดยครอบครัวของชายชาวจังหวัดนราธิวาสต่างก็ร่ำไห้และรับไม่ได้กับการสูญเสียในครั้งนี้โดยภรรยาของชายคนดังกล่าวได้บอกเล่าให้กับทางผู้สื่อข่าวฟังว่าสามีเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เป็นคนหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัวคนเดียวโดยเธอและสามีมีลูกด้วยกันทั้งหมด 9 คน

สำหรับตัวเธอเองนั้นไม่ได้ทำงานอะไรเพราะมีหน้าที่เป็นแม่บ้านและดูแลลูกๆเท่านั้นดังนั้นในการขาดเสาหลักอย่างสามีไปในครั้งนี้ทำให้เธอไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไปกับชีวิตดีตอนนี้รู้สึกเคว้งคว้างไปหมดเพราะไม่เคยทำงานมาก่อนไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นยังไงและชีวิตเธอยังต้องดูแลลูกทั้งหมดอีก 9 คน

ตอนนี้เธออยากจะให้รัฐบาลเข้ามาดูแลครอบครัวของเธอให้ช่วยเหลือเยียวยาให้ครอบครัวของเธอผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ในขณะนี้ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้บ้านของเธอ

ต่างก็พากันหวาดกลัวเชื้อโรคที่อยู่ในบ้านของใช้ผู้เสียชีวิตจะมีการแพร่ระบาดออกมาข้างนอกทำให้ประชาชนอยู่ในละแวกใกล้เคียงอาจจะติดเชื้อโรคไวรัสโคโรน่าได้รวมถึงแม้แต่ญาติพี่น้องของตัวเองเมื่อเดินทางมาเยี่ยมเยียนกันก็ไม่ยอมเข้ามาในบ้านยืนคุยอยู่แค่เพียงหน้าบ้านและเย็นห่างกับเธอถึงเกือบ 5 เมตรเลยทีเดียวเพราะทุกคนต่างก็กลัวว่าจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจากเธอซึ่งเธอยืนยันว่าหลังจากที่สามีเสียชีวิตแล้ว

และทุกคนในครอบครัวได้มีการไปตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ซึ่งผลปรากฏออกมาแล้วว่าเธอและลูกทั้ง 9 คนไม่ได้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าอย่างแน่นอนแต่ถึงแม้จะมีออกมาบอกใครหลายๆคนแต่ก็ไม่มีใครไว้วางใจที่จะเข้าใกล้เธอและลูกๆของเธอทั้ง 9 คนเลยทำให้ชีวิตในตอนนี้ของเธอค่อนข้างที่จะดำเนินไปอย่างค่อนข้างลำบาก

ต้นทางโรงพยาบาลได้มีการนำศพของสามีของเธอมาประกอบพิธีทางศาสนาซึ่งสามีเธอนับถือศาสนาอิสลามจึงได้มีการฝังศพแต่การฝังศพในครั้งนี้อาจารย์ไม่สามารถเข้าไปร่วมพิธีได้ทำได้แค่ยืนมองอยู่ห่างๆซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะมีการนำเชือกมากั้นเอาไว้และผู้ที่ทำงานฝังศพเอง

ก็จะเป็นทางเจ้าหน้าที่ที่มีการใส่ชุดป้องกันการติดเชื้ออย่างรัดกุมเอาไว้แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ชาวจังหวัดนราธิวาสที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับบ้านของผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าอ่านก็ออกมาใส่หน้ากากอนามัยรวมถึงนำเจลล้างมือติดมือเพื่อทำความสะอาดมืออยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าและไม่อยากจะเสียชีวิตชายคนดังกล่าว