คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวสังคมทั่วไป

หน้ากากอนายมัยที่สามารถป้องกัน PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กได้

นอกจากผิวหน้า ฝุ่น PM 2.5 ยังทำลายผิวหนังบริเวณอื่น ๆของร่างกาย ข้อพับก็สามารถก็สามารถเกิดผื่นแดง คัน ได้ด้วยเช่นกัน และผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนัง อาทิ เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ฯลฯ

ยิ่งต้องควรดูแลตนเองมากเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงออกไปบริเวณที่มี PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กในปริมาณมาก แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด สวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกัน PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ อาทิ เช่น หน้ากากอนามัยรุ่น N95 เป็นต้น

หน้ากากอนายมัยที่สามารถป้องกัน PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กได้

  • หน้ากากอนามัยรุ่น N95 สามารถกรองฝุ่นละอองทั่วไป และ PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นถึง 99.59%
  • หน้ากากอนามัยรุ่น R95 เป็นหน้ากากกรองอนุภาคสำหรับงานพ่นสี และกันกลิ่น สามารถกรองฝุ่นละออง และฟูมโลหะได้ที่ 0.3 ไมครอน รวมไปถึงกลิ่นสี และไอของสารระเหยได้ มีประสิทธิภาพในการกรองมากถึง 95%
  • หน้ากากอนามัยแบบกรองอนุภาคเส้นใยไฟฟ้าสถิต สามารถกรองฝุ่นละออง และฟูมโลหะได้ที่ 0.3 ไมครอน
  • หน้ากากอนายมัยกันฝุ่นละออง ที่ระบุว่าสามารถกัน PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ 

คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการทดลองประสิทธิภาพของหน้ากากกันฝุ่นละอองแบบธรรมดา โดยใช้เครื่อง Koken รุ่น MT-03 ในการทดสอบ ผลการทดสอบปรากฏว่า

  • หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา 1 ชิ้น มีประสิทธิภาพในการกรอง PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กประมาณ 66.37%
  • หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาซ้อนกันจำนวน 2 ชิ้น มีประสิทธิภาพในการกรอง PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กประมาณ 89.75%
  • หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา 1 ชิ้น และกระดาษทิชชู 1 แผ่นพับครึ่ง มีประสิทธิภาพในการกรอง PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กประมาณ 98.05%
  • หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา 1 ชิ้น และกระดาษทิชชู 2 แผ่นพับครึ่ง มีประสิทธิภาพในการกรอง PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กประมาณ 67.04%

มีงานวิจัยว่า PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก สามารถส่งผลกระทบต่อผิวหนังโดยตรงโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้

  1. ผลกระทบระยะเฉียบพลัน สามารถทำลายเซลล์ผิวหนังกำพร้า ทำให้เกิดอาการอักเสบของผิวหนัง ทำลายโปรตีน Filaggrin ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันการระคายเคือง และการอักเสบของผิวหนัง
  2. ผลกระทบระยะเรื้อรัง ในระยะยาว พบว่า PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่สามารถส่งผลร้ายต่อเซลล์ผิวหนัง ทั้งในกระบวนการการสร้างเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะความชราของผิวหนังหรือผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ทำให้เกิดจุดด่างดำบนชั้นผิวหนัง และลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันผิวหนัง

ความเข้มข้นของ PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพียงแค่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ก็สามารถกระตุ้นการอักเสบของผิวหนังได้แล้ว และระยะเวลาในการสัมผัสกับ PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป เซลล์ผิวหนังจะถูกทำลายเป็นอย่างมาก แต่จากผลการวิจัย หากไม่เกิน 2 ชั่วโมง ไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆต่อผิวหนัง

พ.ญ. นิโลบล เจริญวุฒิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และความงาม จึงแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพผิวในสถานการณ์ PM 2.5 ไว้ว่า เมื่อต้องออกมาเผชิญกับ PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กโดยตรง เมื่อกลับถึงบ้านควรรีบอาบน้ำ ชำระล้างผิวให้สะอาด และทาครีมบำรุงผิวกายหลังอาบน้ำ สำหรับผู้ที่แต่งหน้า ควรเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางบนผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว Cleansing water

เพราะมีความอ่อนโยนต่อผิวหน้า สามารถล้างคราบเครื่องสำอาง ดูดจับฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนผิวหน้า และสิ่งอุดตันในรูขุมขน โดยควรเช็ดจนมั่นใจว่าผิวหน้าสะอาด หลังจากนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับแต่ละสภาพผิว โดยการล้างหน้าตามแนวรูขุมขน และควรล้างอย่างเบามือ 2 รอบ หรือเทคนิค Double Cleansing ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

โดยการล้างรอบแรกเพื่อขจัดความมันบนผิวหน้า และการล้างรอบที่สองเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่ตกข้างอยู่บนผิวหน้า เมื่อเสร็จแล้วควรใช้โทนเนอร์หรือน้ำเกลือในการเช็ดหน้าอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าผิวหน้าสะอาด ปราศจากฝุ่น และสิ่งตกค้าง นอกจากนี้ยังเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อยู่บนผิวหน้า

และเป็นการเตรียมผิวหน้าเพื่อรอรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย และควร Scrub ผิวหน้าเพื่อกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนของเซลล์ผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพียงเท่านี้ก็สามารถดูแลผิวของเราในสถานการณ์ PM 2.5 ได้แล้ว

นอกจากจะดูแลผิวภายนอกแล้ว ยังควรดูแลผิวจากภายใน เพราะผิวภายนอกจะดี และแข็งแรงมากยิ่งขึ้นได้ถ้าได้รับการบำรุงจากภายในด้วย โดยการดื่มน้ำสะอาดวันละประมาณ 2 ลิตร เพื่อช่วย Detox ล้างสิ่งตกค้างที่อยู่ภายในร่างกาย และยังช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ดูอิ่มน้ำอีกด้วย และควรทานผักผลไม้ที่ให้วิตามิน C จำพวก ฝรั่ง กีวี มะขามป้อม ส้มโอ มะละกอสุก มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ฯลฯ

ด้วยคุณประโยชน์จากวิตามิน C จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยขับสารพิษ และสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย บรรเทาอาการภูมิแพ้ และทำให้ปอดแข็งแรงขึ้นอีกด้วย และนอกจากนี้ก็ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ควรออกกำลังกายในที่ร่ม เพราะการออกกำลังกายกลางแจ้งในสถานการณ์ PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับร่างกาย เนื่องจากทำให้สูดเอา PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าไปมากกว่าปกติ และที่สำคัญควรพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อสุขภาพที่ดีอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  ดาวน์โหลดแอพ UFABET

สื่อสารมวลชนประเทศไทยไร้จรรยาบรรณ

เมื่อไม่นานมานี้ซึ่งถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์สุดช็อคของประเทศไทย โศกนาฏกรรม ความสูญเสียที่เกิดขึ้น คือ ยิงกราดเมืองโคราช เชื่อว่าหลายๆคนคงจะทราบข่าวนี้กันเป็นอย่างดี ต้องขอกล่าวแสดงความเสียต่อผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตและเจ้าหน้าที่จากหลากหลายหน่วยงานที่เสียสละอีกครั้ง

ตอนนี้เหตุการณ์ก็ได้จบแล้ว คนร้ายถูกวิสามัญไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนี้เหลือแค่เพียงการนำเสนอข่าว พูดถึงการนำเสนอข่าวแล้ว หากใครที่ได้ติดตามข่าวนี้จากโซเชียลมิเดีย จะเห็นได้ว่าผู้คนในสื่อโซเชียลมิเดียนั้นได้รุมด่าว่ากราดสื่อที่นำเสนอข่าวนี้

หากถามว่าเพราะเหตุใด นั้นอาจจะเป็นเพราะสื่อแต่ละช่องมีความไร้จรรยาบรรณต่อหน้าที่ หลายคนคงอาจจะกำลังสงสัยว่าสื่อเหล่านั้นทำอะไรบ้าง เดี๋ยวจะมาพูดถึงสื่อที่เป็นประเด็นกันอยู่ตอนนี้

  • สื่อช่อง ONE 31 ได้มีการรายงานถ่ายทอดสดว่า หากต้องการที่จะเห็นกองกำลัง หรือ เห็นโดยรอบของพื้นที่Terminal21 เมืองโคราช ก็จะต้องขึ้นไปบนหอคอยสังเกตการณ์ และในภายหลังเวลาต่อได้มีรายงานออกมาว่าผู้ร้ายได้ทำการขึ้นไปยังหอคอยจริงๆ
  • สื่อช่อง ไทยรัฐ ได้มีการรายงานถ่ายทอดสดโดยรายงานถึง การวางแผนของเจ้าหน้า และ ได้พูดถึงตำแหน่งต่างๆของกองกำลังแต่ละหน่วยงานว่าอยู่ตรงจุดไหน ซึ่งทำให้เห็นว่าผู้ร้ายจะทราบถึงตำแหน่งและแผนของเจ้าหน้าที่ แต่มีการไหวตัวทัน
  • สื่อช่อง อมรินทร์ ได้ทำการต่อสารโทรศัพท์ไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตรายหนึ่ง ซึ่งบุคคลภายในครอบครัวยังไม่มีใครทราบข่าวการเสียชีวิตครั้งนี้ ไม่เพียงแค่โทรศัพท์ไปแจ้งข่าว แต่ยังต้องการพูดคุยและสัมภาษณ์ต่อ เป็นเหตุที่ว่าหน้าที่นี้ไม่ควรจะเป็นสื่อที่โทรศัพท์ไปแจ้ง

จากเหตุการณ์ทั้งหมดของการกระทำของสื่อแต่ละช่อง ทำให้ผู้คนในโซเชียลมิเดียแห่กันไปด่า ซึ่งหลักๆแล้วก็คือ การที่สื่อในไม่มีจรรยาบรรณของการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม ขออนุญาตยกตัวอย่างงานวิจัยเรื่องสื่อของอเมริกาที่กล่าวว่า สื่อเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดได้เลยว่า จะทำให้เหตุการณ์กราดยิงนั้นเพิ่มมากขึ้นหรือลดลงน้อยลง

เพราะความผิดพลาดของสื่อเมริกาที่ทำมาแล้วนั้นก็ไม่ได้ต่างจากของไทยในตอนนี้ หากจะพูดว่าไทยไม่ค่อยมีเหตุการณ์แบบนี้ก็คงจะไม่สามารถพูดได้เต็มปาก เพราะถึงอย่างไรแล้ว ถ้าหากสื่อคำนึกถึงจรรยาบรรณของวงการสื่อสารมวลชนเอาไว้อย่างนี้ เหตุการณ์การนำเสนอข่าวอย่างที่ได้กล่าวไปคงจะไม่เกิดขึ้น

แต่ก็ยังคงมีสื่อบางช่องที่นำเสนอข่าวได้อย่างตรงไปตรงมา และปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้คนในโซเชียลมิเดียก็ต่างพากันชื่นชม และพยายามที่จะเรียกร้องไปถึงสื่อที่รายงานข่าว นำเสนอข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ให้มีการปฏิรูปของงานด้านสื่อสารมวลชนเสียใหม่หมด เพื่อจะได้ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกครั้ง

ตำรวจ

ตำรวจคือคนที่เรียนกฎหมายหรือคนที่อยากจะป้องบ้านเมืองหรือประเทศให้มีความสงบสุขหรือทำให้ทุกคนอยู่อย่างปลอดภัย ตำรวจนั้นจำเป็นจะต้องเรียนหรือศึกษาเพื่อที่จะมารับตำแหน่ง ตำรวจนั้นจะมีการรับราชกาลเพื่อที่จะได้มีการเลื่อนยศ

หากมีตำแหน่งที่สูงๆกว่าจะสามารถสั่งตำรวจที่มีตำแหน่งต่ำกว่าตัวเองได้และยังสามารถสั่งให้ย้ายไปที่ที่ท้องที่นั้นๆหรือเห็นสมควรว่าควรได้รับโอกาสเพื่อรับใช้ประชาชนและยังได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นไปหรือยศขึ้นนั่นเอง ตำรวจนั้นจะรู้กฎหมายเยอะเพราะว่าเขาเรียนมาในสายที่ตัวเองต้องรู้กฎหมายต่างๆที่ได้ถูกกำหนดให้ผู้คนได้รู้กฎหมายหรือตักเตือนว่าสิ่งที่ทำถูกหรือผิดนั่นเอง

คนที่กระทำความผิดนั้นจะมีโทษหนักหรือเบาตามที่กฎหมายได้ระบุไว้นานแล้ว กฎหมายได้ถูกตั้งขึ้นมามากมาย อีกทั้งยังทำให้คนอื่นๆไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ผิดเพื่อป้องกันความปลอดภัยของทุกๆคน ตำรวจนั้นมีทั้งดีและไม่ดีการที่ตำรวจนั้นได้ใช้ตำแหน่งหรืออำนาจในทางที่ผิดเพื่อให้ตัวเองได้เงินทองหรือสิ่งของต่างๆที่คนคนนั้นเสนอมา ถ้าตำรวจกระทำความผิดนั้นก็ต้องโดนจับหรือจำคุกอยู่ดีถึงจะเป็นตำรวจก็ไม่ถูกยกเว้น กฎหมายสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้ทำตามที่กำหนดไว้

เพื่อจะได้มีความเท่าเทียมในสังคมแต่คนรวยส่วนมากจะใช้เงินเป็นการปิดปากพวกตำรวจที่ไม่ดีเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ผิดหรือไม่ต้องถูกจำคุก ส่วนตำรวจที่ดีนั้นต่อให้คนรวยจะมีตังสักเท่าไหร่เขาก็ไม่สนใจเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือทำให้ชาวบ้านได้รับความปลอดภัย ตำรวจแบบนี้นั้นชาวบ้านจะรักหรือชอบเป็นพิเศษเพราะพวกเขาได้รับใช้ประชาชนเพราะเงินเดือนที่พวกเขาได้นั้นเป็นเงินจากประชาชนนั่นเอง

คนที่จะสามารถมาเป็นตำรวจได้นั้นจำเป็นจะต้องเข้าฝึกหรือเรียนในหลักสูตรตำรวจ การที่จะเป็นตำรวจจะต้องเรียนโรงเรียนเฉพาะที่ตำรวจได้สร้างขึ้นมาเท่านั้น ตำรวจได้มีหลายสายงานจะมีทั้งนั่งทำเอกสารต่างๆหรือสายที่เฉพาะเพื่อที่จะไปทำหน้าที่ต่างๆที่ตัวเองได้เรียนมา

การที่รู้กฎหมายนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นตำรวจเสมอไปกฎหมายมีมากมายตำรวจจะรู้เฉพาะที่ตัวเองได้เรียนสายนั้นๆมา ตำรวจจะต้องทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่หากไม่ทำตามหน้าที่นั้นจะถูกสอบสวนหรือถูกปลดจากการเป็นตำรวจเพราะไม่ทำอะไรเลยใช้เครื่องแบบในทางที่ผิดเท่านั้นหรือไม่ต้องการยศหรือเงินทองเท่านั้นตำรวจแบบนี้จะมีชาวบ้านเกลียดมากมายแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะพวกนี้จะมีตำแหน่งทางราชกาลที่สูงและทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรได้นั่นเอง

ข่าวเจอหลวงพ่อเดินกลางแดดที่ร้อนจัด

ข่าวเจอหลวงพ่อเดินกลางแดดที่ร้อนจัดจะรับไปส่งแต่หลวงพ่อปฏิเสธและยังให้พรอีกด้วย

                 อีกหนึ่งข่าวที่อ่านแล้วน่าประทับใจทุกคนในสังคม ซึ่งมีผู้ใช้เฟสบุ๊กรายหนึ่งถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจให้กับเพื่อนๆในเฟสด้วยกันอ่านและมีการส่งต่อกันจนเป็นขาวดัง ด้วยว่าชายคนดังกล่าวกำลังขับรถเพื่อจะไปงานเลี้ยง ซึ่งในขณะที่เขาขับรถผ่านมาตรงถนนภูพาน เขาก็เจอกับพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งค่อนข้างชราภาพมากแล้วอายุน่าจะสักประมาณ 70ปี

ได้กำลังเดินตากแดดด้วยเท้าเปล่าอยู่ที่ข้างถนน เขาจึงได้จอดรถเพื่อจะบอกให้พระองค์นั้นขึ้นรถยนต์เดี๋ยวเขาจะขับรถไปส่งท่านเอง ซึ่งหลวงพ่อก็บอกกับเขาไม่ว่าไม่ไปท่านจะเดินไปเอง และเมื่อชายคนดังกล่าวถวายปัจจัยให้ท่าน พระสงฆ์องค์นั้นก็ไม่รับ พอเขาบอกว่าจะขับรถลงไปซื้อน้ำมาถวายให้ พระสงฆ์องค์นั้นก็บอกว่าไม่ต้อง เดี๋ยวเดินลงเขาไปเรื่อยก็มีคนนำของมาถวายเอง พระท่านไม่ต้องการให้ชายคนดังกล่าวเสียเวลาเดี๋ยวท่านเดินเท้าไปเองเรื่อยๆ

ก็ถึงและท่านยังได้ให้ชายคนดังกล่าวนั่งรับพร และท่านยังเอามือมาลูบหัวให้พรกับชายคนดังกล่าว ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก และเมื่อเจอกับพระสงฆ์ที่มีจิตใจใฝ่ในทางธรรมเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาขึ้นอีกมาก จึงได้มีการนำเรื่องราวดีๆนี้มาบอกต่อให้เพื่อนในเฟสได้รับรู้ และเรื่องก็มีการเผยแพร่ออกมาอย่างกว้างขวางจนเป็นข่าวดัง

            สำหรับใครที่ได้อ่านข่าวนี้คงมีความรู้สึกไม่ต่างกันนั่นก็คือ เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระสงฆ์รูปนี้กันเป็นจำนวน และหากมีโอกาสก็อยากจะเจอกับท่านสักครั้งเพื่อให้ท่านได้ให้ศีลให้พร เพราะพระสงฆ์ที่เน้นการปฏิบัติธรรม เคร่งแบบนี้ค่อนข้างหายาก บางครั้งเจอพระสงฆ์เดินอยู่ริมถนนก็ยังคิดว่าบางทีอาจเป็นพวกแก๊งมิจฉาชีพที่ชอบนำจีวรมาใส่เพื่อหลอกให้ถวายปัจจัยหรือ

หรือให้ซื้อของมาใส่บาตรให้ เพราะเคยเจอมากับตัวเองที่พระสงฆ์บางรูปไม่ยอมรับกับข้าวที่เราตั้งใจซื้อมาใส่บาตรแต่จะรับเพียงซองเงินให้ใส่บาตรเท่านั้น

ซึ่งทำให้บางคนที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้หมดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาลงไป ซึ่งหากประชาชนได้เจอกับพระสงฆ์อย่างที่กำลังปรากฏอยู่ในข่าว ณ ขณะนี้จะเป็นการกระตุ้นให้คนเกิดมีใจรักในศาสนาพุทธได้มากขึ้น อย่างน้อยใครที่อ่านข่าวนี้จบก็จะมีใจรักในศาสนาพุทธมากขึ้นแน่นอน

ไม่พายเรือให้โจรนั่ง

จากเหตุการณ์ที่มีข่าวออกมาเรื่องของการกักตุนหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นฝีมือของคนใหญ่คนโตในพรรคของฝ่ายรัฐบาลนั้น ทำให้เกิดกระแสการโจมตีการทำงานของรัฐบาลในโลกของโซเชียลเป็นอย่างมาก

และมีเสียงเรียกร้องให้นายกฯ ออกมาตอบคำถามของสื่อว่าเกิดอะไรขึ้นและทำไมถึงปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ และจะมีการลงโทษหรือแก้ไขกันอย่างไร แต่จนวินาทีนี้ก็ยังไม่เสียงตอบรับหรือคำพูดใดๆ ออกมา มีเพียงแต่เสียงของตัวการที่ถูกอ้างอิงและพาดพิงถึงว่า มีส่วนรู้เห็นและอยู่เบื้องหลังของการกระทำครั้งนี้ของลูกน้องตัวเอง และประกาศต่อสังคมว่า หากสังคมไม่ยอมรับตัวเค้าเองนั้นที่พยายามทุ่มเทให้กับบ้านเมืองขนาดนี้แล้วหล่ะก้อ

เค้าก็พร้อมที่จะลาออก (แต่เอาเข้าจริงๆ ล่าสุดกลับออกมาแถลงกลับสื่อว่า พร้อมจะอยู่ต่อเพื่อขอพิสูจน์ว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งการพิสูจน์นั้นในหลักความเป็นจริง เมื่อคุณลาออกแล้ว เพื่อแสดงความมีสปริตร แล้วค่อยมาพิสูจน์ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องจริง ภาพมันจะดูดีซะกว่า)

แต่ต้องบอกเลยว่างานนี้มีเบื้องหลังอย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่เพจดังเพจหนึ่ง เป็นแหล่งข้อมูลที่คนไทยในโลกของสังคมออนไลน์ให้ความเชื่อถือและติดตามกันเป็นอย่างมาก และเป็นเพจที่ให้ข้อมูลและประกาศข่าวนี้ขึ้นมา ซึ่งล่าสุดเพจนี้ขอทำการปิดเพจเป็นอันชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความปลอดภัยของชีวิตเจ้าของเพจและทีมงาน นี่จึงเป็นการบ่งบอกว่าอาจจะมีการขู่กันนอกรอบก็อาจจะเป็นไปได้ และการสืบสวนหาข้อเทจจริงจากฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ชัดเจน ทั้งๆ ที่ข่าวออกมาเกือบครึ่งวัน

แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับทำนิ่งเฉย จนเวลาผ่านไปเกือบวัน ค่อยส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบว่ามีของกลางอยู่จริงมั้ย ซึ่งผลที่ได้คือไม่มีของกลางตามที่แหล่งข่าวอ้างมา ทั้งๆ ที่แหล่งข่าวมีภาพหลักฐานชัดเจน รวมถึงภาพบุคคลที่สามารถยืนยันตัวตนได้ และสมุดบัญชีธนาคารที่ตรวจสอบตัวเลขเห็นยอดเงินการซื้อขายได้อย่างเต็มตา แต่เมื่อถึงเวลากลับไม่เหลือหลักฐานอะไรสักอย่างทิ้งไว้ นั่นก็เป็นเหตุผลที่คำถามบนโลกออนไลน์ว่าทำไม ต้องรอเวลาเพื่อให้ผู้ต้องสงสัย มีเวลาทำลายหลักฐาน แต่ก็เหมือนเดิมไม่มีคำตอบจากผู้นำของประเทศไทยที่เรียกว่านายกฯ

จนปัจจุบันมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงแตกกันเองในฝ่ายร่วมรัฐบาลว่า คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีชื่อนั้น ควรจะแสดงเจตจำนงลาออกจากตำแหน่ง และไล่ออกลูกน้องของเค้าออกจากการเป็น ส.ส. ของพรรคซะ เพราะจะทำให้เสียชื่อของรัฐบาลและพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ และคนอื่นที่เหลืออยู่ในพรรค ก็จะไม่ยอมช่วยกันพายเรือให้โจรนั่งอยู่อย่างแน่นอน

ต้นไม้อัปมงคลไม่เหมาะจะปลูกไว้ในบ้าน

เราสามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้ได้ทั้งให้ร่มเงา และแม้แต่ต้นไม้บางชนิดก็สามารถนำมาประกอบอาหารกินได้ แต่ก็ยังมีต้นไม้อีกหลายชนิดที่ผู้คนไม่นิยมนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านซึ่ง ต้นไม้เหล่านั้นถูกมองว่าเป็นต้นไม้อัปมงคล มาดูกันว่าต้นไม้ชนิดไหนบ้างที่เราไม่ควรนำมาปลูก

  1. ต้นกล้วยตานี  สำหรับต้นไม้ชนิดนี้ คนโบราณถือว่าเป็นต้นไม้ที่มักจะมีวิญญาณร้ายมาสิงอยู่ จึงไม่เหมาะนำมาปลูกในบริเวณบ้านเพราะจะนำโชคร้ายมาให้ 
  2. ต้นมะตูม  สำหรับต้นมะตูมนั้นคนโบราณไม่นิยมนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านทั้งที่มีการนำผลของมะตูมนำทานหรือนำมาต้มเป็นน้ำทานหวานชื่นใจ นั่นก็เพราะชื่อของต้นมะตูม ไม่เป็นมงคล เพราะคำว่าตูม ออกเสียงคล้ายกับเสียงของระเบิดดังนั้นคนโบราณจึงจัดต้นมะตูมไว้ในหมวดของต้นไม้อัปมงคล จึงไม่นิยมนำมาปลูกไว้ในบ้านกัน
  3. ต้นมะขาม  สำหรับต้นมะขามบางตำราบอกว่าควรปลูกเพราะชื่อหมายถึงให้คนเกรงขามแต่คนโบราณไม่นิยมให้ปลูกเพราะเชื่อว่าต้นมะขามเป็นต้นไม้ที่มีขนาดลำต้นใหญ่และมีอายุยาวนาน เชื่อกันว่ามักจะมีวิญญาณมาสิงอยู่ จึงไม่นิยมให้ปลูกในบริเวณบ้าน
  4. ต้นตะเคียน ต้นไม้ชนิดนี้เป็นอีกต้นที่เป็นต้นไม้ต้องห้ามในการปลูกในบริเวณบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื่อกันว่าต้นไม้ชนิดนี้มักมีวิญญาณของหญิงสาวมาอาศัยอยู่ แต่ถึงกระนั้นผู้คนต่างก็พากันไปกราบไหว้ต้นตะเคียนเพื่อนำเลขมาซื้อหวย
  5. ต้นเต่าร้าง แค่ความหมายก็ไม่ดีแล้ว จึงไม่เหมาะอย่างมากที่จะนำมาปลูกในบ้าน เพราะความหมายจะหมายไปถึงให้คนในบ้านเกิดการหย่าร้างกัน
  6. ต้นแคป่า หรือต้นแคนา  เป็นอีกต้นที่เป็นต้นไม้ต้องห้ามเพราะปกติต้นไม้ชนิดนี้จะขึ้นในป่า เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าจะมีวิญญาณมาอาศัยอยู่ แต่ในปัจจุบันต้นไม้ชนิดนี้ ตามโครงการในหมู่บ้านใหญ่ๆมักจะนำมาปลูกเพื่อให้ความร่มรื่นกับหมู่บ้าน
  7. ต้นพุดตาน  สำหรับต้นไม้ชนิดนี้ไม่ค่อยมีคนรู้จักกันมากนัก แต่ก็เป็นหนึ่งในต้นไม้ต้องห้าม อยู่ในหมวดต้นไม้อัปมงคล ด้วยดอกพุดตานมักจะเปลี่ยนสีได้เองตลอดทั้งวัน จากขาวเป็นชมพูอ่อนและจะค่อยๆเข็มข้นเรื่อยในตอนบ่าย ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าปลูกต้นพุดตานแล้วจะทำให้กลายเป็นคนสับปลับ พูดจากลับไปกลับมาเชื่อถือไม่ได้
  8. อีกต้นที่ไม่เหมาะกับการปลูกในบ้านนั่นคือ ต้นรักเร่ ด้วยชื่อที่ไม่เป็นมงคลอย่างมาก ซึ่งหมายถึงมากรักหลายใจ เป็นคนที่หาความจริงใจไม่ได้จึงกลายมาเป็นต้นไม้ต้องห้ามอีกต้นหนึ่ง

ข่าวที่น้องทิมออกมาดราม่ากลัวจะไม่ได้เรียนหมอ

ข่าวที่น้องทิมออกมาดราม่ากลัวจะไม่ได้เรียนหมอเพราะค่าเทอมแพงปีละ 400,000 นั้นทางกระทรวงยืนยันออกมาว่าน้องได้เรียนแน่นอน 

จากกรณีที่มีเด็กนักเรียนผู้ชายคนหนึ่งเป็นนักเรียนชั้นปอหกของโรงเรียนสามัคคีศึกษาอยู่ที่จังหวัดตรังได้ออกมาบอกว่าตัวเองสอบติดคณะแพทย์ศาตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่อาจจะไม่ได้เรียนต่อด้านการแพทย์อย่างที่ตั้งใจเอาไว้เพราะด้วยฐานะทางบ้านมีฐานะที่ไม่ค่อยดีมากนักพ่อแม่จึงไม่มีเงินส่งให้เราเรียนได้ตามที่ต้องการ

ซึ่งเด็กชายคนหนึ่งกล่าวได้มีการแสดงผลการเรียนให้เห็นว่าเขาเป็นเด็กเรียนเก่งเรียนดีซึ่งเด็กชายคนดังกล่าวได้มีการโพสต์ขอความช่วยเหลือจากกลุ่มชาวสังคมโซเชียลอยากจะให้ช่วยออกเงินค่าเล่าเรียนให้กับตนเอง

เพราะตนเองไปฝันอยากจะเป็นนายแพทย์แต่ถ้าเกิดฐานะทางบ้านยังเป็นอย่างนี้ก็อาจจะทำให้ฝันของเค้าไม่เป็นความจริงขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อมีการแชร์เกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือของเด็กชายคนนี้ออกมาหลายฝ่ายก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องของราคาค่าเทอมที่ดูจะสูงเกินไปมากนักสำหรับคนที่เรียนดีแต่มีฐานะยากจนจนเรื่องหนึ่งกล่าวโด่งดังมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา

ซึ่งได้ออกมายืนยันกับทุกคนว่ากรณี

อย่างน้องทีมเด็กชายที่โพสต์ขอความช่วยเหลือเรื่องการขอเงินค่าเทอมเพื่อไปเป็นค่าเทอมสำหรับการเรียนแพทย์นั้นเท่าที่เช็คกับทางมหาวิทยาลัยค่าใช้จ่ายไม่ได้มากมายถึงขนาดนั้นโดยทางมหาวิทยาลัยเองก็ได้มีการนำเอกสารชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของการเรียนแพทย์ออกมาให้ประชาชนได้รับทราบรวมถึงยังมีการระบุด้วยว่าทางมหาวิทยาลัยเองก็มีทุนการศึกษาให้หากเด็กคนไหนมีการดินดีแต่มีฐานะยากจน

ซึ่งโดยปกติทุนการศึกษานี้ก็จะมีให้กับทุกโรงเรียนอยู่แล้วดังนั้นหากน้องเป็นเด็กเรียนดีแต่ขาดแคนทุนทรัพย์ทางมหาวิทยาลัยก็ยินดีให้การสนับสนุนโดยนักศึกษาไม่จำเป็นต้องลาออก ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้จากที่เด็กชายทิมอาจจะยังไม่รู้ว่าจะต้องไปขอทุนการศึกษาจากที่ไหนทำให้เกิดความกลัวว่าจะไม่ได้เรียนอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ดังนั้นทางโรงเรียนเองหรือแม้แต่ทางกระทรวงการศึกษาที่การควรจะมีการคิดหามาตรการที่จะสามารถประชาสัมพันธ์ให้กับเด็กเด็กและผู้ปกครองตามต่างจังหวัด

สามารถรู้ได้ว่าหากเราไม่มีทุนในการเรียนต้องการที่จะเป็นการขอทุนการศึกษาจากทางโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแล้วควรจะติดต่อใครผ่านช่องทางไหนได้บ้างเพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้หาข้อมูลเบื้องต้นในการที่จะไปติดต่อขอทุนการศึกษาเพื่อที่จะได้ไม่มีกรณีเหมือนเด็กใช้ทิมเกิดขึ้นที่ต้องหันมาพึ่งถึงการศึกษาจากโลกโซเชียลเพียงเพราะไม่รู้ข้อมูลก็จะต้องไปหาทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยได้อย่างไร